Bits ‘n Pieces, This ‘n That

March 5, 2013

บราวนี่ไมโครเวฟ จาก brownie mix

Filed under: Food - lainahm @ 1:43 pm

วันนี้มาแบบง่ายๆ และขี้โกงๆ เลย  คือเมื่อช่วงเดือนก่อน เตาส่วนที่เป็นเตาอบ เกิดเสียขึ้นมา แล้วบังเอิ๊ญ บังเอิญมีวันนึง เกิดอยากกินบราวนี่ หรือเค้ก  แต่ด้วยความขี้เกียจ ก็ไม่อยากไปซื้อจากร้าน (อีกอย่าง เราว่าพวกเบเกอรี่ เค้ก คุกกี้ ของฝรั่งนี่หวานไปมากค่ะ) ก็เลยเดินไปร้านใกล้ๆ ซื้อบราวนี่มิกซ์ หรือบราวนี่กล่องๆ แบบผสมเสร็จ เอามาเติมไข่ เติมน้ำ อะไรพวกนี้ก็อบได้ ที่เราซื้อมาเป็นของ Ghirardelli  ลองหาดูว่ามีคนอบบราวนี่มิกซ์ด้วยไมโครเวฟไหม ก็ไม่เห็นนะคะ จะเห็นแต่บราวนี่แบบผสมเอง เลยลองสุ่มๆ ทำเอา ผลออกมาใช้ได้ค่ะ กินคนเดียวหมดถาด (แต่หลายวันหน่อยนะคะ ฮ่า)  ข้างกล่องเขาจะให้ผสม น้ำมันพืช 1/3 ถ้วย  ไข่ 1 ฟอง  น้ำ….เท่าไรไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว แต่เทกนิกคือให้แทนน้ำมันพืชด้วยเนยละลาย และเพิ่มสัดส่วนของเนยเข้าไปอีก เราใช้เนย 1/2 ถ้วยค่ะ และอีกข้อก็คือให้ใช้นมสดแทนน้ำ สัดส่วนของนมน่าจะต้องมากขึ้นอีกนิดเหมือนกัน เพราะขนมที่อบด้วยไมโครเวฟมันจะออกมาเนื้อแห้งๆ  สำหรับบราวนี่มิกซ์หนึ่งกล่อง เราใช้เวลาอบประมาณ 5 นาที  คือไฟแรงก่อน 2 นาที  แล้วปรับไฟเป็นประมาณ 80-90% ของกำลังไมโครเวฟ (ของเราน่าจะ 1000 วัตต์นะ) อบต่ออีก 2.30-3 นาที  ระวังอย่าให้เนื้อสุกเกินนะคะ เอาให้มันพอเยิ้มๆ แล้วพักไว้ในไมโครเวฟแหละค่ะ  ความร้อนที่เหลือจะทำให้มันสุกพอดี  และเพื่อความสะดวกในการตัด ก่อนเทบราวนี่มิกซ์ลงในพิมพ์  ทาเนยลงในพิมพ์ กรุด้วยกระดาษไข ทาเนยอีกรอบ แล้วค่อยเทส่วนผสมลงอบ จะช่วยให้ยกขนมที่อบเสร็จออกมาตัดได้ง่ายขึ้นค่ะ

January 29, 2013

ก๋วยเตี๋ยวหมูน้ำตก

Filed under: Food - lainahm @ 4:03 pm

นานๆ มาทีค่ะ หมู่นี้ไม่ค่อยได้ทำอะไรแปลกใหม่เลย  เตาอบที่บ้านก็พังด้วย เลยขาดแรงบันดาลใจ  เมนูวันนี้น่าจะเคยทำคล้ายๆ กันไปแล้วละ แต่น่าจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว  ออกมาอร่อยใช้ได้ค่ะ สามีให้ผ่าน บอกว่าอร่อยดี  แต่ต้องบอกก่อนว่าเราใช้ผงปรุงรสสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวเรือนะคะ ไม่ได้ทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนขนาดนั้น

ส่วนผสม

หมูสันนอกหรือสันใน หั่นบาง  ตามชอบ คลุกด้วยซีอิ๊วดำเล็กน้อยแล้วพักไว้

ลูกชิ้นหมู  ตามชอบ

โครงไก่  1 โครง

ผงปรุงรสสำหรับทำก๋วยเตี๋ยวน้ำตก (เราใช้ยี่ห้อฟ้าไทยค่ะ) 3-4 ช้อนโต๊ะ

กระเทียมดอง  1 หัว

กะทิ  1 กล่อง

กระเทียมสับ  3-4 กลีบใหญ่

ใบเตย  1 ใบ 

น้ำจิ้มสุกี้สูตรเต้าหู้ยี้  1/2 ถ้วยตวง 

น้ำส้มคั้น  1/2 ถ้วยตวง 

กาแฟผงสำเร็จรูป  1-2 ช้อนชา

ซีอิ๊วขาว พริกไทยป่น สำหรับปรุงรส

น้ำเปล่า 

วิธีทำ

1. ตั้งน้ำในหม้อขนาดกลาง ไม่แน่ใจว่าเราใช้น้ำเท่าไรนะคะ น่าจะ 1-2 ลิตร ใส่โครงไก่ลงไป ต้มให้เดือด จากนั้นใส่กระเทียมสับ กระเทียมดอง (เอาห่อผ้าขาวบาง มัดปาก แล้วเอาลงต้มก็ได้ค่ะ เวลาจะช้อนทิ้งจะได้สะดวก) ใบเตย ผงปรุงรส เคี่ยวต่อด้วยไฟอ่อนลงประมาณ 1/2 ชม.

2. ใส่น้ำจิ้มสุกี้ น้ำส้มคั้น กาแฟ เคี่ยวต่ออีกครู่หนึ่งแล้วชิมรส ปรุงตามต้องการ  พอน้ำเดือดอีกครั้ง ใส่กะทิ รอน้ำซุปเดือดอีกทีแล้วยกลงได้ค่ะ

3. เวลารับประทาน ลวกถั่วงอกกับเส้นในน้ำเปล่า เอาใส่ชาม แล้วลวกหมูและลูกชิ้นให้สุกในน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว จัดใส่ชามที่เตรียมไว้ ตักน้ำซุปใส่ โรยด้วยผักโรย (ต้นหอม ผักชี ผักชีลาว) กระเทียมเจียวและพริกไทยป่นค่ะ

หมายเหตุ จะเห็นว่าเราไม่ได้ใส่เครื่องบางอย่าง  แต่มาพูดถึงเอาทีหลังตอนเสิร์ฟ  คือจะบอกว่าเราไม่ได้ใช้พวกผักโรยหรืออื่นๆ ที่ไม่ได้ลิสต์ไว้ในเครื่องปรุงอะค่ะ ทำกินเองง่ายๆ เลยเอาเท่าที่มี มันก็รสชาติใช้ได้นะ จะออกเปรี้ยวเผ็ดนิดหน่อยจากน้ำจิ้มสุกี้ สำหรับเราเราว่ากำลังพอดี ไม่ต้องปรุงเพิ่ม

December 17, 2012

ปลาแซลม่อนราดพริก

Filed under: Food - lainahm @ 10:37 pm

ขอเกริ่นก่อนนะคะว่าอันที่จริงในภาษาอังกฤษ ปลา Salmon จะออกเสียงว่าแซ-ม่อน ไม่มีตัวสะกด -ล  แต่เพื่อความง่ายในการค้นหา เลยใช้แซลม่อนเป็นหัวบล็อกตามความนิยมละกัน 

พอดีวันก่อนได้ปลาแซม่อนลดราคามาชิ้นนึง แล้วก็เอามาแช่ช่องแข็งไว้ซะหลายวันจนแข็งเป๊ก  วันนี้ไปตลาด เจอปลาแซม่อนจากอีกร้าน ก็บ้าสอยมาเพิ่มอีก วันนี้เลยต้องหาทางกำจัดแซม่อนชิ้นแรกไปก่อน  ถ้าทำเฉพาะเรากินเองอะ ไม่ยากหรอก จี่ๆ กับกระทะ ราดซอสนั่นนี่ หรือเอามาผัดข้าว ทำแกง ฯลฯ เราก็กินได้  แต่ปัญหาอยู่ที่คุณสามี คือเขาเป็นคนไม่ชอบปลาแซม่อน เขาบอกว่ามันไม่มีรสชาติ ปรุงยังไงมันก็เฉยๆ  แต่เราไม่เห็นด้วยนะ เราว่าเนื้อมันแน่น อร่อยจะตาย  วันนี้เลยลองจานนี้ดู ดูซิว่าจะชอบไหม

ส่วนผสม

ปลาแซม่อน 1 ชิ้น (หนักประมาณ 3-5 ขีด) 

หอมใหญ่สับ 2 ช้อนโต๊ะ (จริงๆ เขาใช้หอมแดง แต่ที่บ้านไม่มี เลยเอาหอมใหญ่ละกัน)

กระเทียมสับ 2 กลีบ 

พริกขี้หนูสับ  ตามชอบ (เราใช้ประมาณ 10 เม็ด)

ซอสพริก  น้ำส้มสายชู น้ำจิ้มไก่ น้ำตาลทราย ซีอิ๊วขาว เพื่อปรุงรส

น้ำมันสำหรับทอดปลา

วิธีทำ

1. หั่นปลาเป็นชิ้นขนาดย่อมๆ (หรือใครจะไม่หั่นก็แล้วแต่นะคะ) ทอดด้วยไฟกลางค่อนข้างแรง พอเหลืองตักขึ้นพักไว้

2. ผัดพริกสับ กระเทียมสับ หอมสับ ในน้ำมันพืชประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พอกลิ่นตลบและเหลืองสักนิดแล้ว ปรุงด้วยซอสพริก (เราใช้ของเวียตนาม ตราไก่หรือไงนี่แหละ มันจะเปรี้ยวนิดนึง) ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ น้ำจิ้มไก่ 2 ช้อนโต๊ะ ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชูก็แล้วแต่ว่าชอบเปรี้ยวแค่ไหนนะคะ แต่ไม่ต้องให้เปรี้ยวนำนะ แล้วก็ตัดรสด้วยน้ำตาลทรายนิดนึง เติมน้ำเปล่านิดหน่อยพอไม่ให้ข้นเกิน ชิมรสดูตามชอบแล้วตักราดปลาที่ทอดไว้ได้เลยค่ะ

ผลสรุปของเมนูวันนี้ สามีชอบค่ะ บอกว่าอร่อยดี เป็นจานแซม่อนที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เขาเคยกินมา เย้ สำเร็จ  

ปล. อย่าเชื่อคำอวดอ้างของเรานักนะคะ คือรายงานตามความจริงน่ะแหละ แต่แต่ละคนอาจจะชอบรสไม่เหมือนกัน เอาเป็นว่าบอกเล่าสู่กันฟังเป็นไอเดียละกันเนาะ

 

November 27, 2012

คริสต์มาสอีกแล้ว

Filed under: Uncategorized - lainahm @ 12:58 pm

ปีๆ นึงเร็วนะคะ แป๊บๆ มาถึงคริสต์มาสอีกแล้ว  ปีนี้งงๆ มึนๆ อึนๆ ยิ่งกว่าทุกปี เพราะหมดมุก  เพราะหลานๆ โตเป็นวัยรุ่นกันหมดทุกคน เขาจะมีสไตล์ของเขา  แล้วเราก็ไม่ได้คลุกคลีกับเขาพอที่จะรู้บุคลิกของแต่ละคนแน่ชัด หรือรู้ว่าเขาอยากได้อะไร  ส่วนของครอบครัวผู้ใหญ่ เราว่าจะจัดตะกร้าให้ครอบครัวละใบค่ะ  แต่พยายามจะให้สร้างสรรค์นิดนึง  เพราะเราให้ตะกร้าไปหลายปีแล้ว  ปีแรกๆ ที่ให้ตะกร้า จะเป็นตะกร้าพื้นฐาน ตามที่เห็นได้ทั่วไปเลย คือตะกร้าสานๆ ใส่ของจุกจิกประเภทเครื่องสำอาง เครื่องอาบน้ำ ช็อกโกแล็ต ของกิน  ปีหลังๆ เริ่มมีความคิดสร้างสรรค์ขึ้นหน่อย อย่างปีที่แล้วเราใช้ตะกร้าเป็นกระเป๋าสะพายสานๆ ค่ะ ใบนึงซื้อมาแค่ร้อยห้าสิบ แต่งหูหิ้วด้วยพวงกุญแจสวยๆ แล้วใส่มาม่า ไวไว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พริกแกงพื้นฐานของไทยเข้าไป เราว่าน่ารักดี ถูกด้วย  แต่คนรับจะชอบหรือเปล่าไม่รู้นะ

ส่วนปีนี้ความคิดสร้างสรรค์บรรเจิดอีกแล้วค่ะ  เรื่องสวยงามอาจจะไม่เท่าไร แต่คิดว่าของน่าจะได้ใช้งาน  คือเริ่มจากตะกร้าที่ใช้ เราใช้เป็นถุงเก็บความร้อน-เย็น แบบคุณภาพดีนิดนึง  แล้วทีนี้ก็ใส่ไวน์ที่เราชิมแล้วชอบ  ที่เปิดไวน์(แบบถูกๆ เองค่ะ ซื้อจากร้านไดโสะ) ถั่วเคลือบกะทิ เซ็ตเครื่องสำอางเล็กๆ (มีแค่บลัชกับลิปกลอส แต่มันทำเป็นสัญลักษณ์มะเร็งเต้านมอะค่ะ แบบที่เป็นรูปริบบิ้นขดๆ นึกออกปะ คือมันมีความหมายเพราะหนึ่งในครอบครัวเราเขาเคยป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมอะค่ะ  ใส่อันนี้เข้าไปจะได้ใช้งานด้วย และเป็นสัญลักษณ์ว่าเราสนับสนุนการต่อสู้มะเร็งเต้านมนะ ไรเงี้ย  คือคนที่เป็นเขาอาจจะไม่อยากให้ตอกย้ำหรอก แต่เราว่าเซ็ตมันก็สวยดีอะ  เอาเหอะ ใส่ๆ ไป) ขวดเก็บความร้อนความเย็นเล็กๆ แบบพกพา แล้วก็ผ้าห่มผืนเล็กๆ  สามีฟังแล้วงงๆ ว่า เออนะ มันคงเป็นตะกร้าที่ประหลาดๆ เพราะใส่แต่อะไรที่มันไม่ได้เข้ากันเล้ย  แต่เราว่ามันเข้ากันออก (ยกเว้นอิเซ็ตเครื่องสำอาง) ประมาณว่าคล้ายๆ เป็นตะกร้าปิ๊กนิ๊ก มีไวน์ไปกิน มีเครื่องดื่มร้อนเย็น(แต่ไปหาเครื่องดื่มใส่เอาเองนะ) มีขนมไปกิน ไปถึงก็เอาผ้าห่มปูนั่ง …ใช่มิ เข้ากันจะตาย  หุๆๆๆ

ส่วนของหลานๆ ปีนี้ทั้งที่ไม่มีไอเดีย แต่แว่บคิดขึ้นมาว่า เออ เป๋าตังค์ดีไหม (พอดีเพิ่งซื้อเป๋าตังค์ให้ตัวเองไปด้วย) ก็เลยเช็คกับคุณยายของเด็กๆ ว่าเด็กๆ ใช้กระเป๋าตังค์กันหรือเปล่า แล้วเลยเริ่มสั่งของเลย  ดูตามบุคลิกและวัยค่ะ  และพยายามเลือกของให้ราคาใกล้เคียงกัน  อาจจะยกเว้นหลานสาวคนเดียวของครอบครัว (มีหลานชายสาม หลานสาวหนึ่ง เป็นคนเล็กค่ะ) ที่เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงเหมือนกัน เราเลยพอจะนึกออกว่าเธอน่าจะอยากได้อะไร บางทีก็มีเสื้อผ้าเราที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใส่แถมให้เธอไปด้วย เลยอาจจะได้มากกว่าหลานคนอื่นนิดหน่อย   แต่ปีต่อๆ ไปเรื่องเสื้อผ้านี่คงไม่ได้แล้ว  เพราะแต่ก่อนหลานตัวเล็กกว่าเรา ปีนี้หลานตัวเท่าๆ เรา (แต่สูงกว่า) ส่วนปีหน้าและปีต่อๆ ไปคงเป็นสาวและตัวโตกว่าเราแน่ เลยใช้ตัวเองวัดไม่ได้แล้ว เดี๋ยวหลานใส่ไม่ได้

ส่วนคุณสามี ปีนี้เราบอกกันท่าไว้เลยว่าจะซื้อหนังสือให้ ห้ามเธอซื้อหนังสือใดๆ เด็ดขาดจนกว่าจะคริสต์มาส เดี๋ยวซ้ำกัน (คือเรารู้นักเขียนโปรดเขาทุกคนอะค่ะ  คนไหนโปรดมากเขาจะมีหนังสือครบทุกเล่ม เวลามีหนังสือของนักเขียนพวกนี้ออกใหม่เราจะชิงซื้อให้เป็นของขวัญก่อน เพราะมันง่ายดี เราได้ราคาดีกว่าถ้าซื้อออนไลน์ ส่วนเขาก็ไม่ต้องไปตามหาซื้อตามร้านหนังสือด้วย)  ส่วนของขวัญเราจากสามี เดี๋ยวนี้ต้องเลือกเอง ซื้อเอง แล้วค่อยบอกเขาค่ะว่า "เขา"ซื้ออะไรให้  ฮ่วย  ไร้ความโรแมนติกสิ้นดี

ซื้อของเสร็จก็เริ่มว่างละค่ะ เลยมาเมาท์มอยเรื่อยเปื่อย  และเผื่อเป็นไอเดียสำหรับคนที่มองหาของขวัญด้วย 

November 23, 2012

วันขอบคุณพระเจ้า (คุยเรื่อยเปื่อย และยาวมาก)

Filed under: Uncategorized, My Bullmastiff - lainahm @ 2:11 pm

เกริ่นเหมือนจะเล่าประวัติวันขอบคุณพระเจ้าเลยใช่ไหมคะ แต่จริงๆ เราไม่รู้หรอกว่าเป็นมายังไง (ใครอยากทราบคิดว่ากูเกิ้ลดูคงจะรู้) รู้แค่ว่าเป็นวันที่ฝรั่งเขาแสดงความขอบคุณต่อพระผู้เป็นเจ้า ที่ทำให้เขามีในสิ่งที่มีในวันนี้ อะไรประมาณเนี้ยละค่ะ วันนี้เป็นวันรวมญาติก็ว่าได้ เพราะปกติคนจะไปกินมื้อเย็นร่วมกับพ่อแม่พี่น้อง ใครอยู่ไกลก็ขับรถไป บินไป แล้วแต่สะดวก  สำหรับบ้านเราปกติก็ขับรถไปกินข้าวกับพ่อแม่สามี ครอบครัวน้องสาวสามี และครอบครัวน้องชายสามี เบ็ดเสร็จ 12 คน ใช้เวลาขับแบบไม่หยุดแวะเลยประมาณ 6 ชม.  แต่ปีนี้มีเหตุให้ไม่ได้ไปค่ะ เพราะหมาเพิ่งผ่าตัด ดูอาการแล้วเธอก็โอเคดีหรอก แผลสมานกันแล้ว แต่เนื่องจากว่าเธอต้องนอนพักแบบไม่เห็นผู้คนมาเลยตลอดสองอาทิตย์ เลยกลัวว่าถ้าให้เธอเดินทาง และไปเจอผู้คนมากๆ เธอจะตื่นเต้นจัด อาจจะมีผลกับแผลได้  ก็เลยตัดสินใจไม่ไป  ซึ่งไม่ไปก็ดีเหมือนกันค่ะ เพราะขับรถหกชั่วโมงนี่ไม่ใช่หมูๆ เลย  ไม่ใช่ขับแบบชมวิวทิวทัศน์ เหนื่อยก็พัก อะไรแบบนั้นนะคะ แต่คือต้องขับแบบรีบๆ นิดนึง (เนื่องจากปกติเราจะเดินทางกันวันขอบคุณพระเจ้าเลย ไม่ใช่หนึ่งวันก่อนหน้า) และเส้นทางมันไกลด้วย ก็จะอยากทำเวลา รีบไปให้ถึงเร็วๆ  ซึ่งเราว่าหมาจะแย่อะ  ครั้นจะฝากเขาเลี้ยงไว้ทางนี้ ก็ไม่รู้จะฝากที่ไหน หมาเพิ่งค่อยยังชั่วด้วย ก็อยากให้เขาคอยดูอาการด้วย สรุปแล้วเลยอยู่บ้านแหละ สบายดี 

แล้วเราก็เลยได้มีโอกาสทำอาหารวันขอบคุณพระเจ้าแบบย่อมๆ กินกันสองคนค่ะ ทำง่ายๆ แค่ไก่อบยัดไส้ตัวนึง สลัด มันบดกับเกรวี่ แค่นี้ก็กินกันไม่หมด เหลือไว้ทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย อย่างไก่นี่วันนี้เราเอามาแบ่งทำข้าวผัด  ขนาดสองมื้อแล้วยังเหลือครึ่งตัวแน่ะ  ส่วนมันบดนี่คาดว่าจะเอามาทำซุปข้นกิน  แต่เกรวี่….อืม…คิดว่าจะคลุกข้าวหมาค่ะ  ฮ่าๆ   คือจริงๆ มันไม่ดีกับหมานะคะ การให้อาหารที่คนกินเนี่ย เพราะเกลือและไขมันมันเยอะกว่าปริมาณที่ร่างกายหมาแมวต้องการในแต่ละวัน แต่พอดีเจ้านาย(หมานั่นละค่ะ)ของดิฉันเกิดอาหารไม่ชอบอาหารเม็ดที่ซื้อมาให้ เลยต้องคลุกอะไรที่มันมีกลิ่นยั่วยวนชวนกินไปจนกว่าอาหารถุงนี้จะหมด (เป็นเดือนอะค่ะ ดูจากปริมาณแล้ว)  เจ้าตัวนี้เขาเรื่องมากเอาเรื่องค่ะ อาจจะเพราะเราตามใจเขามากก็ได้  คือเท่าที่สังเกต เธอจะไม่ค่อยชอบอาหารที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ แพงๆ  เดาว่าเพราะเขาไม่แต่งกลิ่นรส มันเลยกลิ่นไม่ค่อยมี และค่อนข้างจืด  อีกอย่างสงสัยเพราะเราขยันป้อนขนมเธอด้วยมั้งคะ เวลาอยู่ว่างๆ เราขี้เกียจเล่นด้วย หันไปหันมาเห็นขนมของหมา ก็จะหาเรื่องเทรนหล่อน (คือสอนให้นั่ง นอน มา อะไรพวกนี้อะนะคะ) แล้วให้รางวัล  คือจริงๆ มันเป็นวิธีนึงที่จะทำให้สมองหมาจดจ่ออยู่ที่เรื่องใดเรื่องนึง เขาจะได้ลืมเบื่อ แต่ก็เป็นการสร้างนิสัยไม่ดีค่ะ เพราะทำให้เขาติดว่าถ้าไม่ให้ขนม ฉันก็จะไม่ทำตามคำสั่ง

นอกเรื่องมาไกล  คุยต่อก่อน  เมื่อวานนี้วันขอบคุณพระเจ้า ร้านรวงของฝรั่งส่วนมากจะปิดค่ะ เพราะเขาหยุดให้ลูกจ้างไปหาครอบครัว หรือไม่ก็ปิดเร็วกว่าปกติ แต่เห็นเพื่อนสาวโพสต์ในเฟซบุ๊กว่าตลาดจีนไม่ปิด  เออ เข้าท่า… วันนี้ถนนน่าจะว่าง และเราก็ต้องซื้อของพอดี (คืออยากซื้อพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและซีอิ๊วขาวอะค่ะ บะหมี่กึ่งฯ เนี่ย จะเอาไปฝากหลานๆ สามีวันคริสต์มาส (แลดูไม่ลงทุนเลยเนาะ) เพราะบางคนชอบบะหมี่กึ่งฯ และชอบกินแบบแห้งๆ อะค่ะ  ซึ่งที่เขากินมันเป็นบะหมี่สัญชาติจีน ญี่ปุ่น ที่เส้นจะไม่เหมาะกับการกินแห้งเอาซะเล้ยยยยยย มันจะไม่กรอบเท่าของไทย และรสชาติจืดๆ เราเลยทนไม่ได้ ต้องหนีบไปฝากสักสองสามห่อ (จริงๆ ปีก่อนให้ไปตะกร้านึง แต่ไม่เห็นมีใครรายงานผลเลยว่ามันอร่อยไหม ชอบป่าว กินหมดมั้ย ว่าไม่ได้ค่ะ เพราะเขาอาจจะชินกับบะหมี่ญี่ปุ่น และไม่ชอบของไทยก็ได้)

ขับๆ ไป ถนนก็ไม่โล่งเท่าไรนะคะ แต่ลานจอดรถหน้าตลาดจีนโล่งมาก (เป็นปัญหาใหญ่ของเราเลยค่ะเรื่องการจอดรถ ถ้าที่แคบเราจอดไม่ได้ เพราะไม่ชำนาญอะ กะวงสวิงรถไม่ถูก) เลยเลือกจอดไกลผู้ไกลคน แล้วเข้าไปซื้อบะหมี่กึ่งฯ เต็มตะกร้า  วันนี้เหลือของไทยอยู่ไม่กี่รสเองค่ะ นอกนั้นก็จะมีคละๆ กันเป็นของจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโด โดยเฉพาะไวไวรสดั้งเดิมอะ ตั้งใจจะไปซื้อมันดันไม่มี (รสนี้กินแห้งอร่อยสุด ว่าไหมคะ)  เลยได้แค่เท่าที่ตั้งใจจะซื้อ คือบะหมี่ กับซอส  อ้อ มีแถมมาอีกนิดคือเม็ดไข่มุกที่เอาไว้ใส่ชานมอะค่ะ ซื้อมาลองดูว่ามันเวิร์คไหม เดาเอาเองว่าสงสัยไม่เวิร์ค เพราะเราว่ามันต้องมีหลอดนะถึงจะกินสนุก ดูดขึ้นมาทีละเม็ดไรเงี้ย แต่ชงกินเองที่บ้านเราก็ใส่แก้ว ดื่มธรรมดา ไม่น่าจะได้อารมณ์เหมือนไปกินตามร้าน

คุยมากชักเหนื่อย สรุปเลยละกันค่ะ  วันขอบคุณพระเจ้าปีนี้รีแลกซ์มาก เพราะไม่ต้องเดินทาง คุณสามีก็เล่นคอมของโปรด ส่วนคุณหมาก็เอาแต่ใจตามปกติ เดี๋ยวนี้มีเห่าใส่เราด้วยนะเวลาขัดใจ สงสัยจะต้องหาคนมาเทรนแบบจริงๆ จังๆ ซะแล้ว  เพราะทุกวันนี้พาเธอเดิน ก็ต้องดึงต้องรั้งกันจนเหนื่อยทั้งคนทั้งหมา

November 18, 2012

ทำหมัน

Filed under: My Bullmastiff - lainahm @ 1:03 pm

ตอนนี้สาวไทก็อายุครบห้าเดือนพอดี  และมาอยู่กับเราได้ประมาณสามเดือน  หล่อนกินเก่ง กินทุกอย่าง ขนมปัง ราสเบอรี่ ช็อกโกแล็ต ชีส ส้ม แอปเปิ้ล ลูกเกด อะไรเปรี้ยวๆ นี่เธอจะชอบมาก จะไม่ค่อยกินอยู่อย่างเดียวคืออาหารเม็ดที่อิฉันเลือกมาให้ -*- คือเราเลือกแบบที่เป็นส่วนผสมธรรมชาติ ไม่แต่งกลิ่น หรือแต่งกลิ่นน้อย อะไรพวกนี้ไงคะ กลิ่นมันเลยไม่เย้ายวนใจหล่อน รวมทั้งเราให้ขนมเธอกินเยอะด้วยแหละ ขนมมันอร่อยกว่าอาหารเม็ดแห้งๆ นี่ เธอเลยมักจะเมินอาหารเม็ด และรอจะกินแต่ขนมอย่างเดียว  ยิ่งช่วงนี้เธอเพิ่งทำหมัน เราก็จะพยายามไม่ให้เธอวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นมาก ก็เลยจะไม่ชวนเธอเล่น ทีนี้เลยเหลือกิจกรรมเดียวที่เธอจะเอนจอยในยามตื่น ก็คือกิน  เราก็เลยจะหานู่นหานี่ให้กินทั้งวัน สร้างนิสัยไม่ดีเลยค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะทำไง ก็ต้องตามใจเธอแบบนี้ไปสิบวัน ฟังเหมือนไม่นานนะคะ แต่เอาเข้าจริงยากเหมือนกัน  ก่อนอื่นเริ่มเล่าจากตอนทำหมันเลยดีกว่า  ก็พาเธอไปทิ้งไว้ที่คลินิก ตอนเย็นๆ ก็ไปรับกลับ มียาแก้บวม ยาแก้ปวดมาให้กินประมาณสองวัน และข้อบังคับคือเราต้องพยายามทำให้เธอนิ่งที่สุด ไม่ขยับมาก ไม่วิ่ง ไม่กระโดด เพราะผ่าตัดทำหมันสำหรับหมาตัวเมีย คือการเอามดลูก รังไข่ ตัดทิ้งไปหมดเลย จัดเป็นผ่าตัดใหญ่อย่างนึงค่ะ

แต่สำหรับหมาอายุสี่เดือน การทำให้เขานิ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เขาเป็นหมาเด็กที่มีพลังงานเหลือเฟือ และอยากเล่นกับสิ่งมีชีวิตทุกอย่างที่เข้าใกล้ รวมทั้งช่วงนี้เป็นช่วงที่ฟันเขากำลังขึ้นด้วย บวกกับปลอกคอบานๆ ที่หมอสวมให้กันเขาเลียแผลอีก เลยทำให้เขาค่อนข้างหงุดหงิด สิ่งที่จะระบายความหงุดหงิดได้ก็คือการใช้พลังงาน  มันเลยวนกันเป็นวงจรแบบนี้ค่ะ  หมาหงุดหงิด > ต้องใช้พลังงาน > เพิ่งผ่าตัดมา ห้ามใช้กล้ามเนื้อมาก > เลยทำให้อดใช้พลังงานไปด้วย > พลังงานไม่ได้ถูกเผาผลาญ > หงุดหงิด ตื่นเต้น กระวนกระวาย > ต้องใช้พลังงาน ฯลฯ เป็นแบบเนี้ยค่ะ  แล้วที่นอนหมามันอยู่บนระเบียง เวลาเธอจะไปฉี่ไปอึ เธอต้องลงบันไดไปหกเจ็ดขั้น แล้ววันนึงเธอฉี่อึหลายรอบนะคะ ก็เลยต้องขึ้นลงหลายรอบ  สรุปแล้วเธอเลยทำตัวเหมือนปกติเลย ผลก็คือ สองวันหลังจากนั้นต้องพาไปหาหมอเพราะเลือดไหลออกจากแผล  ครั้งแรกหมอดูก็บอกว่ามันดูโอเคอยู่ แผลยังไม่ปริ ทีนี้ถัดมาอีกสองวัน เอาอีกแล้ว เลือดไหลอีกรอบ เลยหิ้วกันไปหาหมอ งวดนี้หมอให้ยานอนหลับมาค่ะ เพราะแผลปริ ต้องเอาแม็กเย็บ แม็กเย็บแผลเนี่ยจะเป็นคล้ายๆ ลวดตัวยูเล็กๆ อะค่ะ แล้วก็ได้ยาแก้อักเสบมาด้วย 

วันแรกเราก็ให้ยาหมาตามหมอสั่งเลย คือเม็ดนึง ปรากฏว่าหมานอนยาววววววว จนเราต้องเทียวกันไปดูว่ามันหายใจอยู่รึเปล่า คือนิ่งมากอะค่ะ จะโงหัวขึ้นมากินน้ำยังไม่มีแรงเลย วันต่อมาเลยลดเหลือครึ่งเม็ดพอ ซึ่งครึ่งเม็ดก็ให้ผลตามต้องการค่ะ คือตอนกลางวันเขาจะหลับประมาณสี่ชม.  พอเย็นให้อีกครึ่งเม็ด เขาก็จะหลับยาวไปถึงเช้า จริงๆ เขาไม่ได้หลับตลอดเวลานะคะ จะมีช่วงที่เขาตื่น แต่เหมือนเขาเหนื่อยมาก หรือกล้ามเนื้อเปลี้ยมากจนลุกไม่ไหว ได้แต่นอนลืมตามองเฉยๆ แต่ผลลัพธ์ก็น่าพอใจ เพราะผ่านมาห้าวันแล้ว แผลสมานตัวกันดี และไม่มีเลือดไหลออกจากแผลอีก ตอนนี้ก็รออีกห้าวันเพื่อจะไปให้หมอเช็คอีกครั้ง และเอาแม็กออก จากนั้นก็คงทำกิจกรรมได้เกือบปกติ แต่ยังต้องระวังกิจกรรมกระทบกระเทือนหรือรุนแรงมากอยู่อีกประมาณเดือนนึงถึงจะเข้าที่ (อันนี้คือเท่าที่อ่านจากเน็ตนะคะ)  แต่ก็อีกแหละ ปัญหายังมี เพราะอีกสี่วันจะเป็นวันขอบคุณพระเจ้า บ้านเราปกติจะขับรถไปกินเลี้ยงกับครอบครัวแม่สามีทุกปี ซึ่งจะใช้เวลาขับรถหกชม.  แล้วถ้าหมายังแผลไม่หายดี จะเอายังไง  เลยกะว่าอีกสามวันจะให้หมอดูแผลให้มัน ถ้ามันเดินทางได้ก็จะไป แต่ถ้ายังไม่ควรเดินทางไกล ปีนี้เห็นทีจะอดไปทั้งบ้านค่ะ

September 14, 2012

การฝึกสุนัข

Filed under: My Bullmastiff - lainahm @ 3:55 pm

ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญนะคะ แต่จากการดูคลิปมาหลายคลิป และจากการทดลองกับหมาตัวเองแล้วได้ผล เลยเกิดกำลังใจว่าน่าจะมาเขียนเล่าให้ฟัง  ซึ่งที่จะเขียนนี่มาจากประสบการณ์ของเรานะคะ ถูกผิดตามตำรายังไงก็ต้องขอโทษไว้ก่อน เพียงแต่เราทำแล้วได้ผล เลยเอามาเล่าเผื่อว่าจะได้ผลกับคนอื่นด้วย

อย่างแรกที่เราฝึกเจ้าไทย คือให้เจ้าหล่อนนั่งค่ะ อันนี้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องมีของกินล่อใจนะคะ  อันนี้เราจะถือขนมไว้ในระดับปากเธอ แต่ห่างออกมานิดนึง เพื่อกันไม่ให้เธองับขนมไปกินก่อนจะนั่งสำเร็จ  ทีนี้ให้ออกคำสั่ง "Sit" (นั่ง) มืออีกข้างก็ตบสะโพกเธอเบาๆ เป็นเชิงว่าให้นั่งนะยะ พอเธอนั่งเรียบร้อย ค่อยให้ขนมค่ะ  และต้องชมเยอะๆ ด้วย  

อันที่สอง รู้สึกจะเป็นสอนเชคแฮนด์  อันนี้ให้เธอนั่งก่อน แล้วสั่งว่า "Shake" (ขอมือ) พร้อมๆ กันนั้นเราก็จับขาหน้าเธอข้างนึงยกขึ้น เป็นการสอนว่าจับมือทำแบบนี้นะจ๊ะหล่อน  พอเรายกขาหน้าเธอขึ้นมา ก็ต้องชมด้วยนะว่าดีม๊ากกกกก เก่งที่สุด เลิศเลอ อะไรก็ว่าไป เธอจะค่อยๆ เข้าใจว่า อ้อ…ทำแบบนี้แล้วเราชอบนะ  ค่อยๆ ทำไปหลายๆ รอบค่ะ พอเธอทำได้เองแล้วอย่าลืมให้ขนมด้วยนะ

อันต่อมา น่าจะเป็น Stay (รอ)  ยากพอสมควรค่ะ เพราะจนบัดนี้เจ้าไทยก็ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ  คือถ้าเราหายลับไปจากสายตาเขา เขาจะไม่รอละ แต่จะเดินตามหาเราแทน  อันนี้นะคะเราประยุกต์จากการดูคลิปสองสามคลิป อุปกรณ์ช่วยที่ดีอย่างนึงในการฝึกนี้ (และการฝึกอื่นๆ) จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า clicker คือมันจะเป็นปุ่มพลาสติก กดแล้วจะมีเสียงแป๊ะๆ อะค่ะ เสียงของเจ้าสิ่งนี้มันจะดึงความสนใจของหมาได้ และเวลาใช้พร้อมๆ กับการให้รางวัลหมา หมาจะเข้าใจว่า อ้อ..เสียงแป๊ะๆ นี่แปลว่าเราทำถูกแล้ว (ใครสนใจลองไปหาคลิปดูเพิ่มเติมได้ค่ะว่าใช้ยังไง) 

เอาละ มาถึงการฝึก ตอนแรกให้เราถือขนมไว้ในมือ เอาให้หมาเห็นด้วยนะ  หมาจะพยายามตะกายจะเอาขนม ให้เราสั่งว่า Stay (รอ) และนิ่งไว้ค่ะ อย่าให้ขนมเขา จนพอหมาสงบลงและเลิกตะกาย ให้เราบีบปุ่มนี่ทันที และค่อยให้ขนมเขา พร้อมๆ กับชมไปด้วย  ทำซ้ำไปเรื่อยๆ และค่อยๆ เพิ่มเวลา (เช่นว่าพอหมาสงบปุ๊บ อย่าเพิ่งให้รางวัล ให้รอสัก 10 วิ  20 วิ  30 วิ อะไรประมาณเนี้ยค่ะ แล้วค่อยบีบปุ่ม)

ขั้นต่อไป เป็นการให้หมารอโดยที่เราเดินออกห่างจากเขา  ก็คือเราออกคำสั่ง Stay แล้วเดินออกห่างเขา  แรกๆ อาจจะสัก 1 ก้าวก่อน  แล้วค่อยเพิ่ม  ทุกครั้งของการฝึกและหมาทำตามที่เราสั่ง อย่าลืมบีบปุ่ม ชม และให้รางวัลเขาด้วยค่ะ

และสุดท้ายสำหรับคำสั่งนี้ เราว่าค่อนข้างเวิร์คเลยนะ  แต่คนสอนต้องมือไวนิดนึง  คือสั่ง Stay เสร็จก็โยนขนมในมือเราออกไป พอหมาเห็น ด้วยสัญชาตญาณเขาจะวิ่งตามขนมค่ะ เราต้องตะครุบเขาไว้ให้ทัน มือข้างนึงล็อคอก อีกข้างกอดคอเขาไว้ (หลวมๆ นะคะ ไม่ต้องแน่น) พร้อมบอกเขาว่าไม่ใช่แบบนี้นะ  แล้วทำซ้ำอีกค่ะ  พอเขาเริ่มเข้าใจว่าเราต้องการให้เขานิ่ง ทีนี้เขาจะไม่วิ่งตามขนมละ 

อันต่อมา เป็นคำสั่งให้ Go to bed (ไปนอน) ค่ะ  คือให้ออกคำสั่งว่า Go to bed แล้วโยนขนมไปที่ที่นอนของเขาค่ะ หมาเห็นก็จะวิ่งตามไปกินขนม พอเท้าเขาสัมผัสที่นอน ให้เราบีบปุ่ม clicker ทันที เขาจะค่อยๆ เข้าใจและเรียนรู้ว่า พอเท้าสัมผัสไอ่นิ่มๆ นี่ แปลว่าทำถูกละ  แรกๆ ยากเหมือนกันนะ เพราะหมาเรายังเล็กมาก  เพิ่งสองเดือนครึ่งเอง  ประสาทสัมผัสและความไวสายตาของเขายังน้อยค่ะ  พอเราโยนขนมไป คุณนายไทยเธอก็จะมองเป๋งจับอยู่ที่มือเรา ไม่ตามขนม (เพราะไม่เห็นว่ามันไปตกตรงไหน) เราเลยต้องใช้ออกคำสั่ง แล้วเดินไปจิ้มๆ ที่ที่นอนเธอ ทีนี้พอเธอมา เราก็บีบคลิกเกอร์  ทำซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ค่ะ พอหมาทำท่าว่าเข้าใจ วิ่งมาที่ที่นอนคล่องแคล่วดีแล้ว ให้เราออกห่างที่นอนแล้วออกคำสั่ง  ถ้าเธอยังงงอยู่ ให้โยนขนมลงที่นอนค่ะ  แรกๆ เราอยู่ใกล้ๆ ที่นอนก่อนนะคะ เธอจะได้เห็นว่าขนมมันไปตกตรงไหน จากนั้นค่อยเพิ่มระยะห่าง และไม่ต้องโยนขนมค่ะ  ถ้าหมายังทำท่ารอขนมจากมือเราอยู่ ให้ทำท่าโยนขนมไปที่ที่นอน (โดยไม่ได้โยนจริง) เธอจะเข้าใจเองค่ะ

และสุดท้าย เพิ่งสำเร็จวันนี้เอง คือคำสั่ง Down (นอน)  หลังจากที่เราทำตามคลิปหลายคลิป ใช้กำลังกดสะโพก พร้อมๆ กะดึงขาหน้าเธอยืดออกมาบ้าง  หรือเอาขนมล่อบ้าง เธอก็ไม่ให้ความร่วมมือค่ะ  คือท่าหมอบเนี่ยหมาจะไม่ค่อยเต็มใจทำ โดยเฉพาะหมาพันธุ์ที่ดื้อ และจัดตัวเองเป็นหัวหน้าฝูงอย่าง bullmastiff บ็อกเซอร์ มาสติฟ ฯลฯ เพราะมันเป็นท่าที่แสดงความหมายว่า "ยอม" อะค่ะ  อย่างเวลาเราสั่งให้เขานั่ง เอาขนมล่อ โดยวางลงบนพื้นตรงหน้าเขา แล้วเอามือครอบไว้ (ตามตำราเปี๊ยบ) แทนที่เขาจะค่อยๆ หมอบและเล็มๆ แงะๆ มือเราออก เขาจะไม่อะ แต่จะลุกขึ้นจากท่านั่ง มาเป็นท่ายืน และคุ้ย ตะกุย แคะมือเราอย่างเมามัน  หรือบางตำราให้เอาขนมล่อเขา ด้วยการจับขนม เอาแตะๆ พื้นตรงหน้า แล้วค่อยๆ ยื่นไปใต้ท้องเขา เขาจะก้มหัวตามขนม และค่อยๆ หมอบ  แต่เจ้าไทยไม่ยังงั้นค่ะ เราเอาขนมยื่นไปแทบจะชนตรูดเธออยู่แล้ว คุณนายเธอก็ม้วนจนตัวกลมตามขนม แต่ไม่หมอบ! ฮ่วย

มาวันนี้เลยเอาใหม่ค่ะ ยื่นขนมไปใต้ท้องเธอ สอดมือไปจากข้างหน้านะคะ พอเธอเริ่มก้มหัวตามขนม ก็ให้ค่อยๆ ดึงมือออกมาด้านหน้า เบี่ยงไปซ้ายนิด ขวาหน่อย  หมาจะค่อยๆ ปรับระดับตัวให้ลงราบเพื่อให้ตามขนมได้ค่ะ  แรกๆ บางทีอาจจะยังไม่สำเร็จ ให้ใช้อีกมือช่วยดึงขาหน้าเธอออกมาด้านหน้าด้วย  ทำซ้ำๆ กัน แล้วเธอจะเข้าใจค่ะ  อ้อ เรามีสัญญาณมือช่วยด้วยนะ  คือเรากำมือ ชูเฉพาะนิ้วชี้และนิ้วกลางคู่กัน แล้วตบบนพื้นหน้าเธอ พร้อมๆ กับออกคำสั่งด้วย  ซึ่งการใส่สัญญาณมือเนี่ยช่วยได้เยอะค่ะ  อย่างเช่นถ้า Come เราจะตบลงบนพื้นทั้งมือ รัวๆ  หรือนั่ง เราจะกำมือ ยกขึ้นในระดับสายตาเธอ  หรือคำสั่งให้ไปนอน เราจะพยักหน้าไปทางที่นอนค่ะ  ซึ่งมันไม่ใช่สัญญาณสากลหรอก แต่เป็นภาษาทางกายที่เราบังเอิญทำเวลาสอนอะค่ะ แล้วหมาเลยเรียนรู้ตามนั้น

อะ คุณนายเธอตื่นแล้ว  เดี๋ยวต้องไปปรนนิบัติเธอสักหน่อย  เอาไว้จะกลับมาเขียนภาคต่อวันหลังนะคะ

September 13, 2012

แม่ลูกอ่อน

Filed under: My Bullmastiff - lainahm @ 3:06 pm

มาบันทึกการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กหน่อยค่ะ อาทิตย์ที่ 3 ที่มาอยู่กับเรา (แต่เป็นอายุ 11 อาทิตย์ นึกออกไหมคะ) เธอหนัก 15.5 ปอนด์ ส่วนอาทิตย์ที่ 4 มาเป็น 17 ปอนด์ โดยเฉลี่ยน้ำหนักเธอน่าจะขึ้นประมาณอาทิตย์ละ 1-1.5 ปอนด์ จัดว่าช้านะคะสำหรับพันธุ์นี้  และให้ตายสิน่า ยิ่งเธอโตก็ยิ่งหน้าตาเหมือนพิตบูลเข้าไปทุกที (เราแอบสงสัยว่าเห็นทีเธอจะไม่ใช่บูลมาสติฟแท้ซะละมั้ง แต่ยังไงก็ไม่อยากให้เป็นเลือดผสมพิตบูลเลย เพราะพันธุ์พิตบูลดุมากนะคะถ้าหัดไม่ดี)

ส่วนการสอนเจ้าหมาน้อยตัวนี้ ไม่ยากมากอย่างที่คิดค่ะ ตอนนี้เธอทำตามคำสั่งได้หลายอย่างแล้ว Sit (นั่ง) Come (มา) Stay (รอ) Off (ปล่อย ในกรณีที่เธอมีของในปาก หรือ ลงไป ในกรณีที่เธอกระโดดใส่) Go to bed (ไปนอน  อันนี้ภูมิใจมากค่ะ เพราะเราว่ายากอยู่เหมือนกันที่จะสั่งให้เขารู้เรื่องได้) แต่ที่ยังไง้ยังไงก็หัดไม่ได้สักที คือให้เธอนอนค่ะ ใช้กำลังกดก็แล้ว เอาอาหารล่อก็แล้ว ก็ยังไม่ได้เรื่อง

มาถึงการออกกำลังและพักผ่อนของเธอกันบ้าง เมื่อบล็อกก่อนเราบอกว่าเธอเล่นประมาณ 30 นาที และนอนประมาณ 1 ชม. ใช่ไหมคะ  ตอนนี้เปลี่ยนละค่ะ ยิ่งโตขึ้นเธอจะยิ่งบ้าพลัง นอนน้อย เช่นจะตื่น 2 ชม. แต่จะหลับชม. เดียว ซึ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไปอีกเวลาเธออยู่ในวัยผู้ใหญ่ จะกลับมานอนเยอะขึ้น และเล่นหรือออกกำลังกายแค่เบาๆ  ส่วนตอนนี้เราก็ได้แค่พาเธอออกมาสูดอากาศหน้าบ้านวันละสองรอบ และเล่นของเล่นนิดหน่อย  ดูเธอก็เบื่อเหมือนกันแหละ เพราะคนก็หน้าเดิมๆ ของเล่นก็อันเดิมๆ สถานที่ก็จำกัดอยู่แค่นิดเดียว  เฮ่อ ต้องรออีกเดือนนึงเลยค่ะกว่าจะพาเธอเดินออกนอกบ้านในระยะไกลกว่านี้ได้  นี่ขนาดแค่เดินหน้าบ้านรอบละห้านาที เธอยังไปเอาหมัดมาจากไหนไม่รู้ เมื่อก่อนเธอไม่มีนะคะ และหยอดยากันเห็บหมัดแล้วด้วย  พอพาออกนอกบ้านแค่นั้นแหละ ได้เรื่องเลย

ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรคืบหน้ามาก นอกจากว่าต้องซื้อหาอุปกรณ์ในการดูแลเธอเพิ่ม อันได้แก่กรรไกรตัดเล็บ เกิดมาไม่เคยตัดเล็บหมาเลย แอบได้ยินกิตติศัพท์ว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหมาจะไม่ชอบ ถ้ากรรไกรไม่คมเขาจะเจ็บ หรือทำให้เล็บแตก บางทีถ้าตัดลึกไปเลือดเขาจะออกด้วย เรายิ่งเป็นคนมือสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่  คุณชายที่บ้านก็ไม่เป็นที่พึ่งเลย เขาบอกว่าหมาที่เขาเคยเลี้ยงมันวิ่งไปวิ่งมาตลอด เล็บเลยสึกไปเองไม่ต้องไปคอยตัด แต่พันธุ์นี้จะไม่ชอบออกกำลังเยอะ ทำให้เราต้องดูแลเรื่องเล็บเอง  ฮ่วย น่าจะเป็นกรรมของหมามากกว่าของเรานะงานนี้

September 9, 2012

หลนแฮม

Filed under: Food - lainahm @ 7:25 pm

มามั่วๆ เหมือนเคย  วันนี้เครื่องปรุงอาจจะหายากหน่อย แต่มาลงไว้เผื่อเป็นไอเดียนะคะ พอดีซื้อแฮมแผ่นๆ มา แล้วใช้ไม่ทัน เลยหาทางกำจัด มาลงตัวที่หลนซึ่งกำลังอยากกินพอดี  ออกมากลิ่นและรสชาติใกล้เคียงกับหลนที่เคยกินเลยแหละ (ไม่รู้ฟลุคหรือเปล่า)

ส่วนผสม

แฮม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 1 ถ้วยตวง

กะทิผง 1.5 ถ้วยตวง (เราใช้กะทิผง ผสมน้ำอะนะคะ)

พลัมอบแห้ง  1-2 ช้อนโต๊ะ

ลูกพีชอบแห้ง  1-2 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่ซอย  1/4 ถ้วยตวง

เต้าเจี้ยวดำ 1 ช้อนโต๊ะ บดละเอียด

พริกขี้หนูซอย ตามชอบ

เกลือ น้ำตาลปี๊บ น้ำส้มสายชูหรือน้ำมะขามเปียก เพื่อปรุงรส

วิธีทำ

ตั้งกะทิให้เดือดเบาๆ ใส่พีชและพลัมลงเคี่ยวให้เปื่อย (ก่อนเคี่ยว หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนะคะ) ตามด้วยแฮม ตั้งให้เดือดแล้วลดไฟอ่อน จากนั้นใส่เต้าเจี้ยว พริกขี้หนู หอมซอย และปรุงรสตามชอบค่ะ

 

ที่ว่าอุปกรณ์จะหายากเนี่ยก็คือพลัมกับลูกพีช ที่เราซื้อมามันจะเปรี้ยวมากๆๆๆ ใส่แค่ 2-3 ช้อนโต๊ะก็เปรี้ยวทั้งหม้อ ไม่ต้องปรุงรสเปรี้ยวเพิ่มเลย ทีนี้ถ้าใครหาไม่ได้ จะใช้ผลไม้รสเปรี้ยวแทนก็น่าจะได้ (เราเห็นบางสูตรใช้มะม่วงอะค่ะ) แต่จริงๆ ใช้น้ำมะขามเปียกแทนได้ค่ะ

September 1, 2012

อาทิตย์ที่สอง

Filed under: My Bullmastiff - lainahm @ 9:40 pm

ผ่านไปสองอาทิตย์กับการมีสมาชิกใหม่ในบ้าน  จริงๆ เขาเลี้ยงไม่ยากนะคะ ไม่ค่อยเห่า และถ้ามีขนมล่อใจอยู่ในมือละก็ สอนอะไรเป็นสู้ตาย  และหมา(โดยเฉพาะลูกหมา)เขาจะชอบคำชมมากๆ นะคะ  ถ้าเขาทำตามที่เราสอนแล้วเราชมเนี่ย เขาจะเรียนรู้ละว่าทำแบบนี้เราชอบ ครั้งต่อไปก็จะพยายามทำอีกให้ถูกใจเรา (คือหมาเนี่ยเขาก็มีแต่เจ้าของอะนะคะ พ่อแม่พี่น้องอะไรก็แยกบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือเราอยู่กับเขาแค่นั้น เพราะฉะนั้นหมาส่วนมากจะพยายามทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนเลี้ยง)

อาทิตย์แรก ไทยหนัก 11.1 ปอนด์ (ประมาณ 5 กิโลค่ะ) มาอาทิตย์นี้เธอเพิ่มขึ้นนิดหน่อยเป็นประมาณ 13 ปอนด์ (น่าจะเกือบ 6 กก.) ช่วงนี้เธอจะเบื่อๆ ค่ะ เพราะเธอต้องฉีดวัคซีน 3 เข็ม แต่ละเข็มห่างกัน 3 อาทิตย์ (ลูกหมาที่นี่ทุกตัว ต้องฉีดวัคซีนนะคะ  คือไม่ใช่เรื่องผิดกฏหมายถ้าไม่ทำ แต่เพื่อสุขภาพที่ดีของหมาในภายภาคหน้า สมควรต้องฉีดอย่างมากค่ะ) และในระหว่างนี้ที่ยังฉีดวัคซีนไม่ครบเนี่ย เขาห้ามปล่อยหมาออกไปวิ่งเล่นข้างนอกค่ะ  ให้จำกัดบริเวณอยู่ในบ้าน และสวนบ้านเราที่มีรั้วรอบขอบชิดเท่านั้น เพราะสถานที่อื่นๆ เป็นบริเวณที่หมาตัวอื่นสามารถป้วนเปี้ยนผ่านไปมาได้ และถ้ามีหมาตัวใดตัวหนึ่งเกิดมีไวรัส หรือเชื้อโรคแฝง แล้วมันปลิวมาถูกหมาเราเข้า เขาก็จะไม่สบายได้ค่ะ เพราะยังไม่มีภูมิคุ้มกันพอน่ะเอง  และเท่าที่เราอ่านมาคร่าวๆ คือเชื้อโรคบางอย่างเนี่ย มันมีชีวิตอยู่ได้ถึง 6 ปี คือไม่ใช่ว่าจะระเหยไปในอากาศในเวลาอันรวดเร็ว เพราะฉะนั้นถ้าเอาหมาที่ภูมิคุ้มกันยังไม่มี (เช่นหมาเล็ก หรือหมาแก่มากๆ หรือหมาที่ป่วย) ออกนอกบ้าน อาจจะติดเชื้อได้ง่ายค่ะ  สรุปแล้วน้องไทยของเราก็เลยต้องอุดอู้อยู่ในสวนหลังบ้าน (เพราะบ้านเราเลี้ยงให้เขานอนข้างนอกค่ะ เนื่องจากยังฝึกให้อึฉี่เป็นที่ไม่สำเร็จ) เบ็ดเสร็จก็ร่วมๆ เกือบสองเดือน  เบื่อกันทั้งคนทั้งหมาละค่ะงานนี้  หมาก็ตามนิสัยเขาอะค่ะ คือเขาก็อยากออกไปสำรวจโลกกว้าง เจอผู้คน หมาแมว ที่จะเล่นกับเขา  พอเขาไม่สามารถไปไหนได้ ทีนี้ก็จะเบื่อสิ  และพอเบื่อเนี่ย เขาจะกัด ทึ้ง ฉีก ของที่ขวางหน้าค่ะ  อ้อ โดยเฉพาะหมาเล็กที่ฟันกำลังขึ้นด้วยเนี่ย เขาจะคันเขี้ยว และจะงับทุกสิ่งอย่าง ซึ่งสิ่งที่โปรดปราน จะเป็นมือและเท้าของเราค่ะ  เพราะมันขยับไปมาได้ เคลื่อนไหวได้ เขาเลยเห็นมันเป็นของเล่นอย่างนึงของเขา ทีนี้ก็แย่สิคะ เพราะเราก็ไม่อยากถูกงับ (และหมาเล็กนี่เขาจะยังไม่รู้แรงงับของเขานะคะ ก็จะเล่นเต็มแรงเลย) เลยพยายามเลี่ยงการเล่นต่างๆ ที่จะเชื้อเชิญให้เขามางับเราได้  เพราะฉะนั้นเกมที่จะเล่นกับเขาได้เลยเหลือแค่ขว้างบอล กับสอนเขานั่งนอนอะไรต่างๆ ซึ่งเราอยู่กับเขาทั้งวัน กิจกรรมแค่นี้มันไม่พออะค่ะ เพราะทำซ้ำๆ เขาจะเบื่อ แล้วจะหันไปกัดข้าวของอีก  ช่วงนี้เลยเป็นช่วงที่เราปวดหัวม๊ากกกกก  ถ้าเขาฉีดวัคซีนครบคงดีขึ้น เพราะจะได้พาออกนอกบ้าน ไปเจอผู้คนภายนอกได้บ้าง

ปัญหาอย่างนึงของการรับหมาจากสถานสงเคราะห์มาเลี้ยง คือหมาพวกนี้เขาจะเลี้ยงรวมกันเยอะๆ โดยบางทีอาจจะไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอในการดูแลอย่างทั่วถึง (เพราะเจ้าหน้าที่จะเป็นอาสาสมัครค่ะ ไม่ได้จ้างมาทำ) ทำให้บางครั้งหมาอาจติดโรคได้  อย่างเจ้าตัวเล็กที่เราเอามาเนี่ย เธอก็ดูปกติแข็งแรงดีนะคะ แต่ผ่านไปเกือบอาทิตย์ก็เริ่มเจอตัวไรค่ะ เป็นตัวเล็กๆ บางชนิดจะเล็กมากๆ จนมองไม่เห็น  แต่มีชนิดนึงที่เขาเรียกว่า walking dandruff  หรือรังแคเดินได้ เป็นชนิดที่ใหญ่สุดและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นั่นละค่ะ เราเริ่มเห็นบนตัวเองก่อน มันจะไต่ๆ ให้รำคาญ แล้วจากนั้นเราถึงค่อยสังเกตบนตัวหมา คือเป็นรอยตุ่มแดงๆ ขึ้นที่หู เหมือนเป็นโรคผิวหนัง และมีเจ้าตัวไรเล็กๆ นี่ไต่ไปทั่ว  โชคดีที่หลังจากสังเกตเห็นไม่กี่วันก็ถึงวันนัดตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์พอดี เขาเลยจัดยาหยอดให้  ซึ่งใช้หยอดบนหลังคออะค่ะ ช่วยกันเห็บ หมัด ไรบางชนิดได้ (ตัวนี้ชื่อ Revolution นะคะ ซื้อออนไลน์จะได้ถูกกว่าไปซื้อจากหมอ) หลังจากหยอดยาได้สักพัก เราก็ไม่เห็นตัวไรที่ว่าแล้ว  แต่….เรากับสามีเกิดมีตุ่มแดงประหลาดขึ้นทั่วตัวเลย และคันมากๆ ด้วย คันคะเยอกันมาหลายวันแล้ว  ลองค้นดูจากเน็ตก็สงสัยว่าสงสัยจะเป็นไรกัด (ซึ่งน่าจะเป็นไรชนิดที่มองไม่เห็นอะค่ะ) ซึ่งกว่าวงจรชีวิตของไรพวกนี้จะถูกกำจัดหมด(หลังจากเจอยาหยอด) ก็หลายอาทิตย์อยู่  ตอนนี้เลยได้แต่เกาเป็นลิงกันไปก่อน

บล็อกเรื่องหมานี่เราอาจจะเขียนวกวนเรื่อยเปื่อย บางทีอาจจะคุยซ้ำๆ บ้างนะคะ คือนึกอะไรได้ก็เขียนลงไป เพราะอยากบันทึกพัฒนาการของหมาอย่างนึงด้วย บางเรื่องที่เล่าแล้วก็อาจจะเล่าซ้ำอีก หรือบางเรื่องเกิดขึ้นนานแล้วแต่เพิ่งนึกออก ก็เพิ่งเอามาเล่าเติม ถือว่าชวนคุยเรื่อยเปื่อยก็แล้วกันนะคะ

Get free blog up and running in minutes with Blogsome
Theme designed by Janis Joseph